ไส้ติ่งอักเสบ อาการ สาเหตุวิธีรักษาป้องกันไส้ติ่งอักเสบ !!

0
517

ไส้ติ่งอักเสบ ภาษาอังกฤษ (appendicitis) ไส้ติ่งอักเสบเกิดจากอะไร อาการ สาเหตุ และวิธีรักษาป้องกันไว้ติ่งอักเสบ เมื่อสงสัยว่าไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน

ไส้ติ่งอักเสบ เรื่องใกล้ตัวที่ควรรู้

โรคไส้ติ่งเป็นโรคที่ทรมานมากเมื่อเกิดขึ้นกับใครก็แล้วแต่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ นอกจาการผ่าตัด และการผ่าตัดก็ต้องรีบดำเนินการก่อนที่จะแตกและกระจายหนองไปทุกทิศทุกทางในช่องท้อง ซึ่งการวินิจฉัยนั้นต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้เฉพาะทางเพราะไม่อย่างนั้น อาจก่อให้เกิดการวินิจฉัยที่ผิดพลาดได้ และมีงานวิจัยรองรับว่าไส้ติ่งไม่ได้ก่อประโยชน์ใดๆกับร่างกายเลย

ไส้ติ่งเป็นส่วนขยายของลำไส้ที่ยื่นออกมาจากกระพุ้งไส้ใหญ่ อยู่ตรงบริเวณท้องน้อยด้านขวา โดยมีลักษณะเป็นถุงแคบและยาว มีขนาดกว้างเพียง ห้าถึงแปดมิลลิเมตร แต่มีความยาวหรือก้นถุงลึกโดยเฉลี่ย แปดถึงสิบ มิลลิเมตร ภายในมีรู้ติดต่อกลับลำไส้ใหญ่ส่วนต้น จึงถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของลำไส้ใหญ่แต่ไม่ได้มีหน้าที่ใด และเนื่องจากเป็นท่อเล็กปลายตันเมื่อเกิดการอักเสบจึงทำให้เกิดการเน่า และเป็นรูในเวลาอันรวดเร็ว

อาการไส้ติ่งอักเสบ

สาเหตุของไส้ติ่งอักเสบ

เกิดมาจาการที่ มีการอุดกั้นของสิ่งแปลกปลอมใดๆเข้าสู่หรืออาจจะเป็นอุจจาระก็เป็นได้ หรือบางครั้งก็เกิดจากเนื้องอก หรือลีบฝ่อไปเอง อาการแสดงที่แสนทรมานก็คือผู้ป่วยจะปวดท้องแบบมีลักษณะต่อเนื่องและยาวนาน และรุนแรง เกินหกชั่วโมงขึ้นไป ถ้ายังไม่ได้รับการรักษาก็จะปวดอยู่นานหลายวัน จนผู้ป่วยทนไม่ไหวและไส้ติ่งอาจแตกได้ บางคนอาจปวดเหมือนโรคกระเพาะอาหาร บางคนปวดเหมือนอยากถ่ายอุจจาระแต่เข้าห้องน้ำแล้วก็ไม่หาย แต่อาจมีอาการถ่ายเหลวร่วมด้วย รับประทานยาอย่างไรก็ไม่หาย ต่อมาอาการปวดจะย้ายมาที่ท้องน้อยข้างขวา มีลักษณะปวดเสียดตลอดเวลา

และจะมีอาการมากขึ้นเมื่อมีการขยับร่างกาย ผู้ป่วยจึงชอบนอนนิ่งๆลักษณะตะแคงไปข้างหนึ่งหรืองอตัวเพื่อให้รู้สึกว่าอาการปวดน้อยลง ในส่วนของอาการที่มีกาตรวจพบนั้น แพทย์จะใช้มือกดหรือเคาะบริเวณไส้ติ่ง ถ้ามีอาการเจ็บปวดมากขึ้นให้สันนิฐานว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบไว้ก่อน แล้วจะทำการตรวจเพิ่มเติมโดยใช้นิ้วสอดไปทางทวารหนัก ถ้าพบว่าเมื่อเอามือไปใกล้บริเวณไส้ติ่งแล้วมีอาการเจ็บมากๆ ก็เพิ่มการวินิจฉัยโรคนี้และจะทำการตรวจเลือดที่มีค่าเม็ดเลือดขาวสูงกว่านี้ และตรวจปัสสาวะพบเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาว หรือทำการเอกซเรย์หรืออัลตราซาวนด์อาจพบก้อนฝีบริเวณรอบๆ ก็จะเตรียมผ่าตัดผู้ป่วยทันที

ไส้ติ่งอักเสบ

การรักษาโรคไส้ติ่งอักเสบ

ต้องใช้วิธีผ่าตัดเอาไส้ติ่งออกเท่านั้น โดยมีการผ่าตัดอยู่สองวิธีคือวิธีผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้องกับการผ่าตัดแบบส่องกล้อง โดยทั่วไปในสมัยนี้จะนิยมใช้วิธีผ่าตัดแบบส่องกล้อง เนื่องจากมีรอดแผลเล็ก ไม่บอบช้ำรักษาได้ง่าย และการผ่าตัดแบนี้สามารถกลับบ้านได้ไว แต่ถ้าหากมีอาการของไส้ติ่งแตกก็จำเป็นต้องผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้องเนื่องจากว่าจะต้องทำความสะอาดบริเวณที่มีการกระจายของเชื้อโรคให้หมดรวมทั้งต้องใส่ท่อเพื่อเป็นการระบายของเสียออกจากร่างกายผู้ป่วยด้วย ซึ่งการผ่าตัดแบบนี้ต้องอยู่รักษาตัวที่โรงพยาบาลอย่างน้อยเจ็ดวัน

เนื่องจากหลังการผ่าตัดผู้ป่วยอาจจะมีอาการแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ท้องผูก แผลไม่สนิท ของเสียออกไม่หมดทำให้เกิดการอักเสบ หรือมีอาการไข้สูง อาเจียนอย่างรุนแรง เจ็บปวดที่บริเวณแผลผ่าตัด หรือติดเชื้อบริเวณแผลที่ผ่าตัดก็เป็นไปได้ หรือแม้แต่การเกิดโรค แทรกซ้อน ได้แก่ โรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบอันเกิดมาจากการที่เชื้อโรคแพร่กระจาย ไปยังบริเวณใกล้เคียง การแก้ไข้ผู้ทำการรักษาจะให้ยาปฏิชีวนะเป็นการลดการติดเชื้อซึ่งจะต้องใช้เวลาประมาณสองอาทิตย์ และฝีที่เกิดจาการที่กระบวนการในร่างกายต่อสู้เพื่อเอาชนะเชื้อโรคโดยต้องมีการต่อท่อเพื่อระบายหนองออกจากฝีในช่องท้องร่วมกับการใช้ยาปฏิชีวนะ

วิธีรักษาไส้ติ่งอักเสบ

การดูแลตัวเองและการป้องกันจากโรคไส้ติ่งอักเสบ

ในกรณีปกตินั้น ควรป้องกันไม่ให้เกิดอาการท้องผูกแล้วต้องใช้ลงเบ่งในการถ่ายบ่อยๆ ควรดูแลระบบทางเดินอาหารให้แข็งแรงรับประทานอาหารที่ย่อยง่ายๆ ดื่มน้ำมากๆ และปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมกับการเพื่อให้การขับถ่ายเป็นปกติก็จะสามารถความเสี่ยงนี้ได้ แต่ในงานวิจัยหลายๆงานวิจัยก็ย้อนแย้งว่ายังไม่สามารถระบุถึงวิธีการป้องกันโรคไส้ติ่งอักเสบได้เพียงแต่เป็นข้อสังเกตและก็ข้อแนะนำไว้เท่านั้น รวมถึงต้องสังเกตตัวเองให้ได้ว่า

เมื่อมีอาการปวดท้องเป็นอาการปวดแบบใดเข้าข่ายเป็นโรคไส้ติ่งหรือไม่เพื่อการวินิจฉัยที่เป็นประโยชน์สำหรับแพทย์และเป็นประโยชน์ต่อการรักษา ซึ่งโดยส่วนใหญ่ถ้าไม่รู้จักสังเกตตัวเองให้ดีกว่าจะมาพบแพทย์ไส้ติ่งก็แตกเสียแล้วต้องเข้ารับการรักษาแบบยาวนานละมีการเจ็บตัวเพิ่มมากขึ้น รวมถึงอาจจะเกิดภาระแทรกซ้อนหรือโรคต่างๆ แทรกซ้อนได้

ในกรณีที่เข้ารับการรักษาแล้ว ควรรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย และมีลักษณะค่อนข้างนิ่มและเปื่อยเท่านั้น ส่วนของหวานที่รับประทานได้ไม่ควรเป็นของหวานจัด และควรงด แอลกอฮอล์ ชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีการสกัดจากคาเฟอีนทุกชนิด

สำหรับโรคไส้ติ่งอักเสบนี้อาจจะไม่มีการป้องกันที่แน่ชัด แต่ก็มีข้อแนะนำที่ควรปฏิบัติที่นำงานจากสถิติของผู้ป่วยด้วยโรคนี้ ซึ่งโรคนี้เป็นโรคที่อยู่ใกล้ๆ ตัวเราทุกคน และตัวเองจะต้องทรมานมากหรือว่าน้อยก็ขึ้นอยู่กับการดูแลตนเองใส่ใจลักษณะอาการการปวดท้องเพื่อการวินิจฉัยที่รวดเร็วถูกต้องแม่นยำนั่นเอง

1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (No Ratings Yet)
Loading...